วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552



Warm Up เกิดจากการร่วมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่ฝันและอุดมการณ์ร่วมกัน ของเพื่อนรัก 5 คน จากความผูกพันของคำว่า "เพื่อน" ที่คอยหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กันเสมอมา และวันนี้ Warm Up ได้กลายเป็นศูนย์รวม ของหมู่ผองเพื่อนและสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ทั่วทั้งเชียงใหม่ ได้อย่างยากจะปฏิเสธ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของร้าน Warm Up ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าทุกวันนี้ ความมุ่งมั่นและความตั้งใจ ของเพื่อน ๆ กลุ่ม Warm Up จะกลายเป็นความพึงพอใจ และได้รับความสนใจจากเพื่อน ๆ อีกหลายคน
จากร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เราภูมิใจที่ได้ทำ และมีกิจกรรมร่วมกันระหว่างกลุ่มเพื่อน โดยเริ่มจากภายในร้านสามารถ รองรับคนได้เพียง 30 - 40 คน ด้วยโต๊ะ 8 - 10 โต๊ะ กับการตกแต่งร้านแบบง่าย ๆ ด้วยของเก่าที่ดูเหมือนไร้ค่า แต่พวกเราก็คุ้นตากันดีเมื่อตอนเด็ก ๆ ด้วยการเอาใจใส่ดูแลทุกคนที่เข้ามาในร้าน ด้วยมิตรภาพ และความเป็นเพื่อน ทำให้ร้าน Warm Up อบอุ่นมากขึ้น จนทำให้รู้สึกแปลกใจว่า เรามีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ?
เมื่อมิตรภาพไร้พรมแดนพวกเราจึงตัดสินใจว่า ควรจะหาสถานที่เพื่อต้อนรับและสามารถรองรับเพื่อน ๆ ได้อย่างสบาย ไม่แออัด และแล้วก็มาลงตัวอยู่ที่ตึกแถวไม้สองชั้น เชิงสะพานนครพิงค์ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง พวกเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพียงแต่อยากให้ทุกคนที่มาได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด
และด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของ Warm Up ทำให้เรามีสมาชิกใหม่เพิ่มมากขึ้น ขนาดของร้านที่หลังจากการขยับขยายแล้ว ยังดูคับแคบไปอย่างถนัดตา
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มันทำให้เรามีเพื่อน ๆ เพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ หลากสไตล์ ให้ความสนใจในความมีเอกลักษณ์ ของ Warm Up มากขึ้น พวกเราเริ่มรู้แล้วว่า สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นั้น ไม่ใช่แค่ความสุขระหว่างเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ อีกต่อไป แต่เป็นความสุขของเพื่อน ๆ ของพวกเราอีกหลายต่อหลายคน
เราจึงคิดว่า เราควรจะมีสถานที่สำหรับนัดพบปะสังสรรค์ ในหมู่เพื่อนฝูง ที่เป็นส่วนตัวและสามารถรองรับเพื่อน ๆ ได้เพียงพอ กับบ้านไม้ 2 ชั้น ที่มีความกว้างขวาง มีสถานที่และบริเวณที่จอดรถเพื่อความสะดวกสบายของเพื่อน ๆ ที่มาเยือน จึงลงตัวอยู่ที่นี่
Warm Up เจริญเติบโตมาด้วยตัวเองมาตลอดเกือบ 3 ปี ด้วยพลังและกำลังใจจากเพื่อน ๆ และในปัจจุบันจนถึงอนาคต Warm Up จะยังคงเป็นศูนย์รวมเช่นนี้ พวกเราจึงพยายามที่จะสร้างความแข็งแกร่ง ของทางร้านให้มีมากขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงมีความภาคภูมิใจที่จะได้มีผู้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Warm Up สถานที่ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น พร้อมความสนุกสนาน กับพวกเราและเพื่อน ๆ ทุกคนต่อไป







วินนี่เดอะพูห์
หมีพูห์ เป็นหมีตัวน้อยที่ช่างคิด มันชอบนั่งใต้ต้นไม้แล้วก็ คิด ต้นไม้ที่มันชอบนั่งชื่อ มิสเตอร์ แซนเดอร์ มันชอบคิดว่า ควรจะทำอะไรดีน๊า ในที่สุดมันก็จะคิดว่า บรรยากาศอย่างนี้น่าเป็นเวลากิน น้ำผึ้ง แล้ว พูห์ มักจะกังวลใจในเรื่อง น้ำผึ้ง ดังนั้น มันจึงกิน น้ำผึ้ง เป็นอาหารเช้า อาหารเที่ยง แล้วก็อาหารเย็น วินนี่เดอะพูห์ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของ คริสโตเฟอร์ โรบิน วินนี่เดอะพูห์ มีเพื่อนจำนวนมาก เช่น พิกเล็ต, ทิกเกอร์, และ แรบบิต เป็นต้น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทหารจากเมืองวินนิเพก ( Winnipeg ) มานิโทบา ( Manitoba ) ของแคนาดา ซึ่งกำลังเดินทางไปยังภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อเดินทางต่อไปยังยุโรป สมทบกับกองพลทหารราบของแคนาดาที่ประจำการอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่ขบวนรถไฟขนทหารแวะพักที่แม่น้ำไวท์ ( White River ) รัฐออนทาริโอ ร้อยเอก แฮรี่ โคลเบิร์น ได้ซื้อ ลูกหมี ตัวเมียสีดำในราคา 20 ดอลล่าห์ จากนายพรานซึ่งฆ่าแม่ของมันไปก่อนหน้านี้ และตั้งชื่อของมันว่า วินนิเพก ตามชื่อบ้านเกิดของเขา และเรียกชื่อมันสั้น ๆ ว่า วินนี่ (Winnie) นนี่ กลายเป็น สัตว์เลี้ยงนำโชค ของกองพลทหาร และถูกนำไปยังอังกฤษพร้อมกับร้อยเอก แฮรี่ โคลเบิร์น เมื่อกองพลได้รับคำสั่งให้ไปประจำสนามรบที่ฝรั่งเศส ผู้กอง โคลเบิร์น จึงนำ วินนี่ ไปฝากไว้กับ สวนสัตว์ ในกรุง ลอนดอน เป็นการชั่วคราว (ภายหลังได้ยกให้กับสวนสัตว์เป็นการถาวร) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1919 และเป็นที่สนใจของเด็ก ๆ ในกรุงลอนดอนเป็นอันมาก มันมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปี 1934 ลูกหมี ตัวนี้เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของเด็ก ๆ ในกรุงลอนดอน รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ โรบิน ลูกชายของ เอ.เอ.ไมล์น คริสโตเฟอร์ โรบิน มักจะมาหามันเป็นประจำ และเขาได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อ ตุ๊กตา เท็ดดี้แบร์ ของเขาว่า วินนี่ หรือ วินนี่เดอะพูห์ – Winnie the Pooh (ในตอนแรก ตุ๊กตาหมี ของ คริสโตเฟอร์ โรบิน ชื่อว่า เอ็ดเวิร์ด) ส่วนชื่อ พูห์ มาจากชื่อของ หงส์ ที่อยู่ในบทกวีของ ไมล์น ที่เล่าเรื่องตอนที่เขาเป็นเด็ก เอ.เอ.ไมล์น เขียนนิทานเกี่ยวกับ วินนี่เดอะพูห์ และลูกชายของเขาที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ โรบิน และเพื่อนของเขาในป่า 100 เอเคอร์ โดยใช้ตัวละครจาก ตุ๊กตา ของลูกชาย ได้แก่ อียอร์, พิกเล็ต, ทิกเกอร์, แก็งกา และ รู ส่วน ริบบิต และ เอาล์ ก็มาจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม เช่นเดียวกับ หงส์ ที่ชื่อว่า พูห์ ที่บ้านเกิดในชนบทของเขาในฟาร์ม คอตช์ฟอร์ด ในป่า แอชดาวน์, เมืองซัสเซ็กซ์ ที่มีเนื้อที่ 100 เอเคอร์ หนังสือเรื่อง วินนี่เดอะพูห์ ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Methuen เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1926, บทกวีเรื่อง Now We are Six ตีพิมพ์ในปี 1927 และเรื่อง The House at Pooh Corner ในปี 1928 หนังสือทั้งสามเรื่องนี้ วาดภาพประกอบโดย อี.เอช. ชีพาร์ด ซึ่งทำให้หนังสือมีชีวิตชีวาและสวยงามเป็นอย่างมาก หนังสือเรื่องของ พูห์ ได้รับความนิยมทั้งจากคนวัยเด็ก หนุ่มสาว และผู้สูงอายุ และถูกแปลออกไปเป็นภาษาต่าง ๆ เกือบจะทุกภาษา ตัวเลขยอดขายเฉพาะที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Methuen สำนักพิมพ์เดียว จนถึงปี 1996 มีมากกว่า 20 ล้านเล่ม ยังไม่รวมฉบับที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Dutton ในแคนาดา และสหรัฐ หรือภาษาอื่น ๆ มากกว่า 25 ภาษาในโลก หนังสือชุดของ พูห์ ยังเป็นชื่นชอบของลูกสาว วอลท์ ดิสนีย์ ราชาภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ วอล์ท ดิสนีย์ นำเรื่องของ พูห์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนในปี 1966. ปี 1977 ดิสนีย์นำเอาภาพยนตร์การ์ตูนขนาดยาวเรื่อง การผจญภัยหลายครั้งของวินนี่เดอะพูห์ (the Many Adventures of Winnie the Pooh) เป็นครั้งแรก. ปี 1993 บริษัท วอล์ทดิสนีย์ ยอมรับว่า หมีพูห์ เป็นเพียงตัวละครตัวเดียวที่แฟน ๆ นับล้านคนทั่วโลกหลงรัก นอกเหนือจาก มิกกี้เมาส์ ในปี 1996 หลังจากภาพยนต์การ์ตูน วินนี่เดอะพูห์ เรื่องที่สองออกมา เจ้าหมีสมองน้อย ๆ ตัวนี้ก็ได้รับการยอมรับว่ามันได้รับความนิยมมากว่าตัวละครใด ๆ ของ วอล์ทดิสนีย์ ปี 1997 สามปีหลังจากภาพยนต์เรื่อง การผจญภัยหลายครั้งของวินนี่เดอะพูห์ ออกฉาย ดิสนีย์ ก็ได้ฉายภาพยนต์การ์ตูนเรื่อง Pooh's Grand Adventure หรือ การผจญภัยครั้งใหญ่ของพูห์ ซึ่งถือว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของ วอล์ทดิสนีย์ อีกชิ้นหนึ่ง

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552



b~'เด็กแนว'~ เป็นตัวตน...หรือคนอื่น


ปีที่ผ่านมากระแสแฟชั่นของวัยรุ่นไทยเปลี่ยนแปลงไปอีกเช่นทุก ๆ ปี ยิ่งเวลาล่วงหน้าขึ้นเท่าไหร่ แฟชั่นในยุคก่อน ๆ ก็ยิ่งน่าถวิลหา ทั้งเสื้อผ้าในแบบสมัยเก่าและแบบที่นำมาผสมกับสมัยใหม่ ตอนนี้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายยิ่งแปลกแหวกแนวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงแฟชั่นเสื้อผ้าที่ผ่านเข้ามาสร้างความแปลกใหม่ แต่ยังติดสอยห้อยตามแฟชั่นที่เรียกว่า “เด็กแนว” ตามมาด้วย เด็กแนวหรือเด็กอินดี้ เป็นคำที่ถือว่าฮิตมากในช่วงนี้ไปทางไหนก็ได้ยินจนเริ่มชินหู แต่ยังไม่มีสำนักไหนบัญญัติความหมายจริงๆ ได้ เช่นเดียวกับศัพท์แสงวัยรุ่นคำอื่นๆ ที่ล้วนแต่มาไวแล้วก็ไปไว แต่ที่เข้าใจตรงกันคือว่าเด็กแนวใช้เรียกวัยรุ่นกลุ่ม ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่งตัว แปลกๆ แสดงออกอย่างโดดเด่นและสนใจในเรื่องต่างๆ แตกต่างหรือแหวกแนวไปจากคนอื่น ในยุคแรกเด็กแนวจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่แต่งตัวออกแนวศิลปะหรือแต่งเลียนแบบวงร็อกอังกฤษ แต่ที่ฮิตมากคือใส่เสื้อยืดพอดีตัวหรือซ้อนทับกัน 2 ตัวกับกางเกงยีนส์ที่ดูเปรอะเปื้อนนิดหน่อย ถ้าเปื้อนอุปกรณ์ศิลปะพวกสีพวกกาวยิ่งดี และมีความสนใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ หรือเพลง แตกต่างจากคนอื่น (หรือที่เรียกว่าเฉพาะกลุ่ม)
ปัจจุบันเด็กแนวมีพัฒนาการเติบโตขึ้นจากเดิมมากไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเครื่องประกอบของแฟชั่น มีแฟชั่นเด็กแนวแปลกใหม่เพิ่มขึ้นมา ทั้งแบบแฟชั่นญี่ปุ่น พั้งค์ และฮิพฮอพ หรือการเพิ่มจำนวนขึ้นของ กลุ่มคน จนน่าสงสัยว่าทำไมการเป็นเด็กแนวสามารถเป็นกันได้ง่ายๆ ขนาดนั้นการจะทำให้ตัวเองเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งมันทำได้ในเวลาสั้นๆจริงหรือ?
การเดินทางเข้ามาของแฟชั่นการเป็นเด็กแนว ดูจะกลืนหายความเป็นตัวเองของวัยรุ่นผู้รักการเปลี่ยนแปลงปรับสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อม จนเกิดคำถามมากมายว่าเด็กแนวคือตัวตนจริง ๆ หรือแค่เป็นแฟชั่นเพื่อให้การอยู่ในสังคมน่าสนใจที่สุดไม่ว่าจะในมุมมองของผู้ใหญ่ มุมมองระหว่างเด็กด้วยกันเองหรือในมุมที่เด็กแนวมองตัวเอง ยังมีผู้ใหญ่หลายคนที่ไม่ค่อยเข้าใจคำว่าเด็กแนวเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนที่พอเข้าใจก็ได้แสดงความรู้สึกต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นในยุคนี้ อย่างเช่น ป้าร้านเช่าการ์ตูนย่านมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ขอสงวนนาม เพราะกลัวเด็กมาว่า “ป้าก็ไม่ค่อยรู้หรอกไอ้เด็กแนวเนี่ย แต่ว่าก็เห็นเด็กเขาพูดกันพยายามฟังให้รู้ว่าไอ้เด็กแนวเนี่ยมันเป็นเด็กอะไร ป้าก็ถามเด็กเขาก็บอกว่า ไอ้พวกทำตัวประหลาด เจ๋ง ๆ ไงป้า ป้าก็ถามว่าเจ๋งยังไง เขาก็บอกว่าทำแบบที่คนอื่นเขาไม่ทำ แล้วก็ว่าเราว่าโหไม่แนวเลยป้า ป้ายิ่งงงไปใหญ่ (แถมห้ามเราพูดต่อเดี๋ยวมีเรื่องกัน) ตอนนี้ก็เห็นนักศึกษาที่แต่งตัวทำผมเหมือนพวกนักร้องในทีวีก็เริ่มเข้าใจแล้ว แต่ป้าว่าเขาก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหนนะก็เป็นเด็กดีกัน บางคนเรียนเก่งด้วย เพราะถ้าสนิทกันเขาจะเล่าเรื่องเรียนให้เราฟัง” ถึงแม้หลายคนยังปฏิเสธการถูกเรียกว่าเป็นเด็กแนวเพราะคิด ว่าการเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ไม่ได้ปรุงแต่งหรือเปลี่ยนแปลงอะไร เช่นเดียวกับ คุณสินีนาฏ สุวรรณ์ สาวเก่งพนักงานฟรีแลนซ์ ทำหน้าที่รีพอร์ตและผู้ช่วยผู้จัดการกองถ่ายภาพยนตร์ ของบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อดังแห่งหนึ่ง “มีหลายคนบอกว่าเราเป็นเด็กแนว แต่เราคิดว่าตัวเองไม่เป็น เวลามีคนว่าก็ไม่รำคาญไม่โกรธ ขำๆ นะ แต่ว่าไม่ชอบ เพราะไม่ว่าอะไรก็เด็กแนว ๆ ความจริงเราแค่อยากทำแบบนี้อยากแต่งตัวอะไรก็แต่งแล้วแต่วันว่าวันนี้อยากแต่งแบบไหน เราไม่ได้แต่งแบบเดิมๆ ตลอด บางวันใส่กางเกงบางวันใส่กระโปรงแบบผู้หญิงคนอื่นทั่วๆไป เราเด็กสุดในทีมงาน และแต่งตัวจัดอยากใส่อะไรก็ใส่ พี่เค้าคงอยากทำแบบนี้แต่ทำไม่ได้แก่แล้วก็เลยแซวเรา
ในความรู้สึกเราเด็กแนวก็เป็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่กล้าแสดงออก เขาคิดอยากจะทำอะไรก็ทำเหมือนเป็นการปลดปล่อย ไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไร มีความมั่นใจในตัวเอง แต่บางคนก็ตามแฟชั่นนักร้อง ถ้าบอกว่าเป็นเด็กแนวเป็นการเปลี่ยนตัวเองไหม มันเป็นบางคนมากกว่า บางคนอาจจะเปลี่ยนตามแบบคนอื่นๆ แต่คิดว่าถึงจะเปลี่ยนการแต่งตัวหรือการแสดงออกได้ แต่ความรู้สึกตัวเราจะรู้เองว่ามันไม่ใช่ เพราะแค่แต่งตัว ประหลาดๆ แล้วจะเป็นเด็กแนวได้นะ แต่ละคนก็อาจจะมีแนวของตัวเองแต่มันชัดเจนขึ้นมาด้วยเรื่องแฟชั่น” แต่หลายคนก็ยอมรับตามตรงว่าเป็นเด็กแนว และคิดว่าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนกับการแต่งตัวหรือประพฤติตัวแบบนี้ เช่นวัยรุ่นกลุ่มนี้ที่ถูกเพ่งเล็งบ่อยทั้งจากสื่อและผู้ใหญ่ จึงไม่ขอเปิดเผยชื่อเพราะกลัวปัญหาจะเกิดขึ้นซ้ำอีก “ผมคิดว่ากลุ่มเรากลางๆ นะไม่แนวมากเราแนวในแบบของเราคือเป็นแนวเราเอง และคิดว่าเทรนด์เด็กแนวเนี่ยมันมาทีหลังการแต่งตัวของเรานะ เราไม่ได้เปลี่ยนตามอะไร แต่เด็กแนวหรือไม่แนวมันขึ้นอยู่กับกลุ่มที่ทำขึ้นมาว่าต้องเป็นแนวพั้งค์ต้องเป็นแนวฮิพฮอพ จริงแล้วของพวกนี้มันขึ้นอยู่ที่ว่า คุณรู้จักสถานที่ รู้จักกาลเทศะคุณก็น่าจะแบ่งแยกได้ว่าอะไรสมควรไม่สมควร และคุณใช้เวลาว่างให้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคุณจะแนวอย่างเดียวเอาสนุกไปวันๆ แล้วคุณจะไม่เรียนหนังสือ คุณก็ต้องเรียนหนังสืออยู่ดีคุณต้องรู้จักแบ่งเวลาหน้าที่ลง อย่างกลุ่มของเราก็เรียนหนังสือกันทุกคน บางคนมีปัญหาในการเรียน กิจกรรมของเราก็ทำให้ปัญหาเบาบางลง ควบคุมตัวเองให้ดีที่สุดไม่เดือดร้อนคนอื่นทำแต่เรื่องที่ดี อย่างกลุ่มเราก็เล่นกีฬา ออกกำลังกาย” ยุคสมัยเปลี่ยนไปเรื่องราวผู้คนก็ผันแปรตามเป็นธรรมดา วัยรุ่นก็เป็นอีกวัยที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่การแต่งตัวแบบไหน ประพฤติตัวอย่างไร คงไม่ทำให้ใครเสียหาย หรือสร้างปัญหาอะไรมากมาย ถ้าภายในจิตใจและจิตสำนึกของเด็กไทยยังเป็นคนดี ไม่ได้มุ่งสร้างความเดือดร้อนให้สังคมหรือเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมถอยลง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปได้ตามแนวของตัวเอง.

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ก รู ล ะ เ บื่ อ ชี วิ ต


เ มื่ อ ไ ร ก รู จ ะ เ จ อ รั ก แ ท้ สั ก ที
ก รู เ บื่ อ กั บ ชี วิ ต ก รู แ ล้ ว โ ว้ ย ย ย..